วันศุกร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2566

Blakiston's Fish Owl นกแห่งรัตติกาลที่สวมกำไลสีทองของเขา

 Aj.Tai piyapong 

(PIYAPONG CHOTIPUNTU: cpiyapon@gmail.com)


เมือง Rausu ตั้งอยู่ริมฝั่งตะวันออกของเกาะฮอกไกโด


สมาชิกทริปมี 7 คน น้องทิพย์ Tipwan Wongpanเป็นตากล้องถ่ายภาพนี้


นกน้ำในทะเลสาบที่เป็นน้ำแข็ง


Red-crowned Crane ที่ Tsurui


Steller's sea eagle ในทะเลน้ำแข็งที่  Nemuro Straits


White-tailed Eagleในทะเลน้ำแข็งที่  Nemuro Straits

แม้จะเคยอาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่นมาก่อนแต่นี่เป็นการเที่ยวเกาะฮอกไกโดครั้งแรกของผม ทริปนี้เรามีด้วยกัน 7 คน หญิงสี่ ชายสาม เช่ารถคันเดียวขับตระเวนกินเที่ยวไปทั่วเกาะ ไปตามหมายของกินอร่อย ๆ และหมายนกสำคัญ ๆ ไม่ว่าจะเป็นนกกระเรียน Red-crowed Crane ที่ Tsurui หงส์ whooper swan ที่ทะเลสาบKussharo อินทรีหางขาวและ Steller's sea eagles ในทะเลน้ำแข็งที่  Nemuro Straits และเป้าหมายหลักอีกอันหนึ่งคือนกทึดทือ Blakiston's Fish Owl ที่ต้องไปนั่งเฝ้ารอในความมืดท่ามกลางอากาศหนาวเย็นซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ไม่มีวันลืม



ภาพเขียนขนาดใหญ่ของ Blakiston's Fish Owl บนผนังห้องลอบบี้ของโรงแรมแห่งหนึ่งในเมือง Rausu

Blakiston's fish owl (Bubo blakistoni) เป็นนกล่าเหยื่อที่เชี่ยวชาญการล่าตามป่าชายฝั่งของทะเลเขตหนาวในประเทศจีน ญี่ปุ่น และรัสเซียตะวันออกไกล นกตัวนี้ได้ชื่อตาม Thomas Blakiston นักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษ ผู้เก็บตัวอย่างครั้งแรกจากเกาะ Hokkaidō ประเทศญี่ปุ่น ในปี 1883 เป็นในกลุ่มนกเค้าแมวสายพันธุ์ที่ยังมีชีวิตอยู่ที่ใหญ่ที่สุดในแง่ของน้ำหนักตัว คือ ตัวผู้มีน้ำหนักระหว่าง 2.95 ถึง 3.6 กก. ในขณะที่ตัวเมียซึ่งมีน้ำหนักมากถึง 4.6 กก. แต่น่าเสียดายที่ปัจจุบันมีจำนวนลดลง ประมาณกันว่าเหลืออยู่ในญี่ปุ่นไม่เกิน 150 ตัว เป็นนกที่มีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เนื่องจากป่าริมน้ำที่เป็นที่อยู่อาศัยถูกบุกรุกทำลาย  นกชนิดนี้เป็นที่เคารพของไอนุชนพื้นเมืองญี่ปุ่นที่เชื่อว่าเป็นเทพที่คอยปกปักรักษาหมู่บ้าน


ที่พักในเมือง Rausu ใกล้จุดดูนก  Blakiston's Fish Owl

 
รอเวลาออกไปดูนก

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 หลังจากตระเวนเที่ยวดูนกไปตามที่ต่าง ๆ มาหลายที่ในที่สุดก็ถึงวันนัดหมาย เราเข้าพักที่บ้านเช่าหลังหนึ่งห่างจากจุดดูนกไม่มากนัก ใปกติการมาดูนก Blakiston's Fish Owl ในเมือง Rausu สามารถเช่าที่พักของ Washi no Yado โฮมสเตย์และนั่งดูนกจากในห้องพักได้เลย แต่วันที่เราไปที่พักเขาเต็มจึงต้องไปพักข้างนอกซึ่งเป็นเจ้าของเดียวกัน ได้เวลาบ่ายแก่เราเดินทางไป Washi no Yado โฮมสเตย์ เพื่อกินอาหารเย็นและชมนกในตอนกลางคืน ที่นี่เขาทำอาหารอร่อยถูกปากมาก เป็นอาหารชุดปลาย่าง และนัตโตะ (Natto) ถั่วเน่าญี่ปุ่นที่ผมไม่ได้กินมานาน

อาหารเย็นมื้ออร่อยของ Washi no Yado โฮมสเตย์


รถตู้เก่าที่ใช้ทำเป็นบังไพรดูนก


ลำธารที่หากินของ Blakiston's Fish Owl




สถาพภายในรถตู้ พื้นปูพรหม มีเก้าอี้ตัวเล็ก ๆ มีเครื่องทำความร้อน
 

 ช่องดูนก มองลงไปในลำธารข้างหน้า

หลังกินข้าวเสร็จพวกเราก็กุลีกุจอเข้าไปนั่งจองที่นั่งกันในรถตู้เก่า ๆ ที่เขาจอดทิ้งไว้ริมลำธารเล็ก ๆ ใช้เป็นบังไพรสำหรับดูนกได้เป็นอย่างดี ภายในสะอาด พื้นปูพรมแดง มีช่องมองเป็นบานกระจกที่ติดมากับรถยังเลื่อนไปมาได้ดี เรานั่งหันหน้าลงลำธาร มีแอ่งน้ำเล็ก ๆ ห่างออกไปราว 20 เมตร มีคันเป็นก้อนหินที่ปกคลุมด้วยหิมะ เป็นทำเลเหมาะสำหรับถ่ายภาพนกตอนลงมาจับเหยื่อในน้ำ ตรงแอ่งน้ำนั้นเขาเอาแผ่นไม้ไปปิดพรางแสงไว้ตอนกลางวันเพื่อให้ปลาตัวเล็ก ๆ เข้าไปหลบอาศัย เมื่อเริ่มมืดจึงไปเอาออก ปลาที่อยู่ในแอ่งนั้นก็ไม่ว่ายออกไปไหน


Blakiston's Fish Owl นกแห่งรัตติกาลกับกำลังสีทองของเขา
 

เราไม่รู้ว่าอุณหภูมิข้างนอกเป็นเท่าไหร่แต่มีหิมะจับหนาไปทั่วพื้นที่ ในรถมีเครื่องทำความร้อน 2 ตัวที่ร้อนมาก ถ้าเปิดไปนาน ๆ อากาศจะแห้งและขาดอากาศหายใจ ต้องคอยเปิดกระจกรับออกซิเจนจากข้างนอกบ้าง และยังต้องคอยเปิด ๆ ปิด ๆ ทำให้อากาศภายในรถเหมือนกับมีหน้าร้อนกับหน้าหนาวในเวลาเดียวกัน เราเข้าไปนั่งคอยตั้งเลิกอาหารเย็นประมาณ 7 โมงเย็น เขาบอกว่าบางครั้งนกจะลงตั้งแต่หัวค่ำ เรามั่งมองลำธารข้างหน้าด้วยความตื่นเต้น เวลาผ่านค่อย ๆ ผ่านไป นานเข้าเวลาแห่งความตื่นเต้นกลายเป็นนาทีแห่งความอึดอัด ความหนาวเย็นทำให้เราอยากลุกออกไปเข้าห้อง แต่ไม่กล้าออกไปเพราะไม่รู้ว่านกจะลงมาในวินาทีไหน สุดท้ายก็ต้องทยอยกันเดินเข้า ๆ ออก ๆ ตกดึกมีหมาจิ้งจอกมาวนเวียนอยู่รอบรถ นักดูนกกลุ่มอื่นที่ไม่ได้พักที่โฮมสเตย์ค่อย ๆ ทยอยกลับ แต่เรายังใจแข็งอยู่ทนเพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะมีโอกาสได้มาอีก กะกันว่าสักตี 2 ถ้านกไม่มาก็จะกลับ แต่พอเอาเข้าจริงกลับเสียดายเวลาที่นั่งนอนรอกันมาถึง 8 ชม. เมื่อทุกคนเห็นฟ้องกันว่าจะอยู่ต่อ เราก็นั่ง ๆ นอน ๆ อยู่ในรถตู้คันนั้นต่อไป บางทีก็ผลัดเวรกันเฝ้า ผมนั่งมองริ้วน้ำในลำธารที่ผ่านหินแต่ละก้อนจนจำหน้ามันได้แทบทุกก้อน  ประมาณตี 4 หมอวัฒน์ (ทวีวัฒน์ สุพินธรรม) ผู้ซึ่งมีหูดี ได้ยินเสียงนกร้องแว่ว ๆ อยู่ข้างหลังเสียงกระซิบ..มาแล้ว มาแล้ว...แต่นั่งรออยู่พักใหญ่นกก็ยังไม่มา...พอตี 5 นกตัวหนึ่งบินโฉบลงมาจากหุบเขาด้านหลัง ลงเกาะกิ่งไม้ทางขวามือ ต่างคนต่างกุลีกุจอมองหานกในที่มืด สุดท้ายนกบินลงเกาะก้อนหินขอบแอ่งน้ำแล้วกระโดดลงโฉบปลาที่ดูเหมือนจะเป็นลูกปลาเทราต์ "นกใช้ขาที่สวมกำไลข้อเท้าสีทอง" ขยุ้มจับปลาขึ้นมากินตัวหนึ่ง กินแล้วจับขึ้นมาอีกตัวหนึ่งพาบินหายไปในความมืด


บรรยากาศตอนเช้าหน้าWashi no Yado โฮมสเตย์



Brown Dipper นกมุดน้ำในลำธารหน้าWashi no Yado โฮมสเตย์



วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2566

นกกระแตผีชายหาด: My frist Beach thick-knee

 Aj.Tai piyapong 

(PIYAPONG CHOTIPUNTU: cpiyapon@gmail.com)


From my binoculars, what I had witness caused the adrenaline flushing from my adrenal glands, the heart beating rapidly, and the blood pressure rising, my soul tingling “Beach thick-knee” I whispered to myself, slowly lowering my head. The bird kept coming closer and closer, standing huge right in front of me. The heart almost fell out of my chest. Elaborately stamping the camera on the rock, repeatedly pressed the shutter, then checked quality of the images from the camera screen. The bird ran back and stood with its feet behind the stone, flicking it feathers and ran away behind the rocks. I dropped on the sandy beach lying on my back and take a deep breath letting the adrenaline slowly fading away.


ปี 2556 เป็นอีกปีของความทรงจำในการดูนกของผมเนื่องจากเป็นปีที่เรามีกิจกรรมแข่งขันดูนก Big Year ในปีนั้นผมเห็นนกกว่า 500 ชนิดซึ่งเท่ากับการดูนกตามปกติถึง 10 ปี การแข่งขันนี่เองที่ทำให้ผมขวนขวายดูนกชายเลนมากขึ้น และได้เลือกเอาแหลมปะการังที่จังหวัดพังงาเป็นจุดแรก ทำการบ้านเป็นอย่างดีโดยเข้าไปดูข้อมูลนกของแหลมปะการังและพบว่าคุณเต (สมิทธิ์ สุติบุตร์) ได้เคยถ่ายภาพนกกระแตผีชายหาดได้ที่นั่น  ที่นั่นแม้จะได้นกใหม่เพิ่มลิสต์อีกหลายชนิดแต่ไม่มีวี่แววของนกกระแตผีชายหาด แม้จะออกไปเดินตากแดดหัวแดงอยู่ถึงสองวัน อย่างไรก็ตามมีรายงานการพบนกกระแตผีชายหาดบ่อยครั้งกว่าที่เกาะสุรินทร์ จึงตัดสินใจลองไปเสี่ยงดวง 


เป็นการลงทุนตามหานกในประเทศที่ค่อนข้างแพง ข้ามน้ำข้ามทะเลไปนอนอยู่ในเต็นท์ชายหาดที่สวยงามโดยไม่ได้สัมผัสกับน้ำทะเลแม้แต่น้อย มีคนบอกว่าไปเกาะสุรินทร์ต้องได้เห็นนกชาปีไหนและอาจจะได้ของแถมเป็นนกกระแตผีชายหาด ผมเดิมท่อม ๆ ไปตาชายป่าใกล้หาดทรายเก็บนก big year ไปเรื่อย ๆ แต่ ไม่เห็น กระแตผี ไม่มีชาปีไหน


วันที่ 20 มค.2556 เป็นวันที่จะต้องเดินทางกลับขึ้นฝั่ง ผมรู้สึกผิดหวังกับการตัดสินใจเดินทางตามหานกในครั้งนี้เพราะเป็นคนไม่ชอบเกาะ ไม่ชอบน้ำเค็ม ไม่ชอบการนั่งเรือ ไม่ชอบเม็ดทรายที่เข้าไปในรองเท้า ผมถอดรองเท้าออกเพื่อเดินเท้าเปล่าไปตามชายหาดหาวิวสวย ๆ ถ่ายแก้เบื่อ กำลังหาที่เหมาะๆจะซ่อนรองเท้า หูแว่วได้ยินเสียงร้องแปลก ๆ จากหมู่หินก้อนใหญ่ๆ ริมหาด มันเป็นเสียงร้องของนกที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน จะอะไรก็ตามอย่างน้อยน่าจะได้นกใหม่เพิ่มลิสต์สักตัวก็ยังดี ผมทรุดลงนั่งบนหาดทรายทำตัวนิ่ง ๆ เสมือนหินก้อนหนึ่ง กวาดสายตาไปตามโขดหิน ก้อนนั้น ก้อนนี้ มองซ้าย มองขวา มองใกล้ มองไกล ตรงตำแหน่งที่มองไกลนี่เองตายตาไปปะกับนกสีน้ำตาลยืนยิงอยู่ตรงอยู่ชายป่า แล้วค่อย ๆ เดินเข้ามาตรงจุดที่ผมนั่ง...

 


ผมยกกล้องสองตาขึ้นส่อง ภาพที่เห็นทำให้อะดรีนาลีนพลุ่งพล่านออกทันทีจากต่อมหมวกไต หัวใจเต้นแรง ความดันสูงปรี๊ด เห็นเพียงแว๊บเดียวให้ซ่านเสียววิญญา..... “กระแตผีชายหาด” ผมกระซิบกับตัวเอง ค่อย ๆ ก้มหัวทำตัวต่ำ นกยังเดินใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามาอีก หยุดยืนจังก้าตัวใหญ่ยักษ์ล้นเฟรมอยู่ตรงหน้า หัวใจแทบหลุดออกมาออกมาข้างนอก บรรจงประทับกล้องลงบนก้อนหิน กลั้นหายใจกดชัตเตอร์รัว ๆ นกยืนนิ่ง ๆ อยู่นานพอที่ผมจะขยับตัวเช็คภาพหลังกล้อง ก่อนจะวิ่งจู๊ดไปยืนเอาตีนบังก้อนหิน สบัดขนทำตัวพอง แล้วออกวิ่งลับหายไปหลังโขดหิน ผมทิ้งตัวไปบนหาดทราย นอนหงายหายใจรวยริน ปล่อยให้อะดรีนาลีนในกายค่อย ๆ สลายไป


นกกระแตผีชายหาด (Beach thick-knee : Esacus magnirostris)   เป็นนกขนาดใหญ่ ขนาด 55 ซม.  และ 1 กก. เป็นหนึ่งในนกชายฝั่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก อาศัยอยู่หากินตามพื้นดิน  โดยธรรมชาติเป็นออกหากินเวลากลางคืนแต่สามารถพบเห็นได้ในเวลากลางวัน เป็นกที่เคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ วิ่งระยะสั้นๆ เป็นครั้งคราว  มักพบตามชายหาดทราบที่ไม่ถูกรบกวน ตามแนวปะการัง และป่าชายเลน พบแพร่กระจายเในทวีปออสเตรเลีย หมู่เกาะในเอเชีย นิวกินี นิวแคลิโดเนีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ในประเทศไทยค่อนข้างหายากเป็นนกที่จัดอยู่ในประเภทใกล้ถูกคุกคามในบัญชีแดงของชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคามของ IUCN (Near Threatened on the IUCN Red List of Threatened Species)






วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2566

ชาปีไหน: นกสวยแห่งเกาะสวรรค์ (the birds of the tropical paradise)

 Aj.Tai piyapong 

(PIYAPONG CHOTIPUNTU: cpiyapon@gmail.com)


Nicobar pigeon of Similan Islands, southern Thailand

Nicobar pigeon is a bird species with glittering plumage, with the unusual Thai name of “Cha Pe Nai” or translates to “tea of which year”.Nicobars are easy to find in zoos. They look beautiful, strange looking but lack charm when kept in captivity. Though, they look a bit exotic but commonly found on some islands of the Andaman sea. It is one of the birds that I have been longing to see. However, as a person who doesn't like the sea and doesn't like rolling on the boats. So it's still just a plan for long time. Finally that day has arrived when a friend from Switzerland came visiting and he asked for a trip Similan Islands, the tropical paradise homes to Nicobar pigeon.



เส้นทางผ่านป่ายาวไม่เกินร้อยเมตรไปสิ้นสุดตรงชายหาดอีกด้านหนึ่งของเกาะ สิมิลัน..เกาะสวรรค์งามราวกับเทพเนรมิตที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลก เม็ดทรายละเอียดเนียนดาดไปบนชายหาดรองรับการเหยียบย่ำมาแล้วไม่รู้ว่าจะสักกี่หมื่นกี่พันเท้าแต่สะอาดเอี่ยมราวกับเกิดใหม่ จิกทะเลดอกใหญ่เกสรสีขาวฟูร่วงประดับอยู่บนผืนทราย น้ำเป็นสีครามยิ่งกว่าน้ำครามแช่เสื้อขาวของชุดนักเรียนในวัยเด็ก กลิ่นหอมของความบริสุทธิ์โชยชวนอยู่รอบกาย มันทำให้ผมลืมสิ่งที่กำลังตามหาไปชั่วขณะ



เมื่อเรือแล่นเข้าเทียบชายหาดเกาะ 4 แสงแดดแผดจ้าสะท้อนเม็ดทรายที่ขาวโพลนจนตาพร่า เรือเอาผมไปปล่อยบนเกาะแล้วนำคนอื่น ๆ ออกไปดำน้ำตามจุดต่าง ๆ ที่จัดไว้ในโปรแกรม สำหรับคนที่รู้ว่าผมเรียนจบสาขาวิทยาศาสตร์ทางทะเลจะต้องเข้าใจว่าผมอยู่กับการดำน้ำมาหลายปีจนอิ่มตัว กว่าจะตกลงมาเที่ยวเกาะในครั้งนี้ได้ก็ด้วยสภาวะจำยอม และบนเกาะที่สวยงามแห่งนี้ผมไม่ได้แตะน้ำทำเลแม้แต่ปลายเล็บ ผมแค่มาตามหานกในใจของผมตัวหนึ่งเท่านั้น....



ชาปีไหน นกที่มีสีขนเลื่อมระยับจับตาแต่ชื่อแปลกประหลาดหาที่มาไม่ได้ นกชาปีไหนหาดูได้ง่ายตามสวนสัตว์ มันดูสวย หน้าตาประหลาดแต่ขาดสเน่ห์เมื่อถูกจับให้อยู่ในกรงขัง หลายคนคิดว่าเป็นนกที่มาจากต่างประเทศ แท้จริงแล้วมันพบได้ง่ายบนเกาะทางฝั่งอันดามัน เป็นนกที่ผมอยากเห็นมากที่สุดตัวหนึ่ง วางแผนมาเนิ่นนานว่าจะไป จะไป แต่ด้วยความที่เป็นคนไม่ค่อยชอบทะเลและไม่ชอบเดินทางด้วยเรือ จึงยังเป็นได้แค่แผนมาเนิ่นนาน แล้ววันหนึ่งเมื่อเพื่อนจากสวิสเซอร์แลนด์มาประเทศไทยและอยากจะไปเที่ยวเกาะสิมิลัน แผนการเดินทางตามหานกชาปีไหนจึงถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง...


นกชาปีไหนบนเกาะสิมิลัน

พอลงจากเรือผมเดินดุ่ย ๆ เข้าป่าไม่สนใจใคร เข้าไปตามทางเดินเล็ก ๆ ผ่านป่าชุ่มชื้นร่มรื่นด้วยไม้ใหญ่ดูสวยงาม เดินมาได้ครึ่งทางมองไปข้างหน้าเห็นนกตัวใหญ่เดินอยู่บนพื้นในระยะไกลตัวหนึ่ง ผมเดินตามไปห่างๆจนถึงกองใบไม้สีน้ำตาลและบนหินก้อนนั้น...นกที่สวยที่สุดตัวในพิภพตัวหนึ่ง “นกชาปีไหน” ผมอุทานชื่อนั้นอยู่ในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า สีเขียวเหลือบระยับบนแผ่นหลังสะท้อนขึ้นจับใบหน้า แววตาเป็นประกาย สร้อยคอยาวสยายคลุมไหล่ราวกับหญิงสาวชนเผ่า ผมกลั้นหายใจแล้วค่อยๆหย่อนกายอย่างเงียบกริบลงกับพื้นทราย... ณ ที่ตรงนั้น ที่ซึ่งขอบฟ้าเกาะสวรรค์ได้โอบครอบเข้ามาไว้เป็นของผมแต่เพียงผู้เดียว


แผนที่แสดงเขตกระจายพันธุ์ของนกชาปีไหน

นกชาปีไหน หรือ นกกะดง (Nicobar pigeon, Nicobar dove : Caloenas nicobarica) เป็นนกชนิดหนึ่ง จัดอยู่ในวงศ์นกพิราบและนกเขา (Columbidae) นับเป็นนกเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่ยังคงดำรงเผ่าพันธุ์อยู่ในสกุล Caloenas ในขณะที่ชนิดอื่น ๆ สูญพันธุ์ไปหมดแล้ว  โดยมีความใกล้ชิดกับนกโดโดที่สูญพันธุ์ไปแล้วด้วย นกชาปีไหน มีขนาดลำตัวเท่า ๆ กับไก่แจ้ มีขนาดเมื่อโตเต็มที่ประมาณ 40-41 เซนติเมตร มีลำตัวขนาดใหญ่ แต่มีหัวขนาดเล็กและมีเนื้อนูนเป็นตุ่มบริเวณจมูก ขนตามลำตัวเป็นสีเขียวเหลือบเทา ขนหางสีขาว แต่จะมีขนบริเวณคอห้อยยาวออกมาเหมือนสร้อยคอ ซึ่งขนนี้จะยาวขึ้นเมื่อนกมีอายุมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีขาขนาดใหญ่แข็งแรง เพราะเป็นนกที่ชอบเดินหากินตามพื้น สีของมันน่าจะมีไว้เพื่อดึงดูดตัวเมีย นกชาปีไหน แม้จะเป็นนกที่หากินบนพื้นดินเป็นหลัก แต่ก็เป็นนกที่สามารถบินได้ มีรายงานว่าสามารถบินข้ามไปมาระหว่างเกาะต่าง ๆ ได้ เป็นนกที่หากตกใจจะบินหรือกระโดดขึ้นบนต้นไม้ และไม่ค่อยส่งเสียงร้องนัก นานครั้งจึงจะได้ยินเสียงร้องทีหนึ่ง นกชาปีไหนมี 2 ชนิดย่อยกระจายพันธุ์เฉพาะหมู่เกาะต่าง ๆ บริเวณทะเลอันดามันและอินโด-แปซิฟิก เช่น หมู่เกาะนิโคบาร์ หมู่เกาะอันดามัน หมู่เกาะโซโลมอนและปาเลา ในประเทศไทยจัดเป็นนกที่หาได้ยากมากชนิดหนึ่ง โดยจะอาศัยอยู่ในป่าดิบหรือป่าชายหาดของหมู่เกาะสิมิลัน หมู่เกาะสุรินทร์ หรือหมู่เกาะอ่างทอง รวมถึงอุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี เท่านั้น เป็นนกที่ถูกจัดให้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักรราช 2535



นกชาปีไหน กินผลไม้ป่าที่สุกหล่นบนพื้น


วันเสาร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2566

นกจับแมลงพันธุ์ยุโรปจากสวนสิริกิติ์: นกที่ถูกถอนจากตำแหน่ง

 Aj.Tai piyapong

(PIYAPONG CHOTIPUNTU: cpiyapon@gmail.com)

วันที่ 6 เมษายน 2564 มีผู้พบนกจับแมลงตัวหนึ่งอพยพมาลงหากินที่สวนสิริกิตติ์ กรุงเทพมหานครฯ เบื้องต้นได้สวมมงกุฏเป็นนกจับแมลงพันธุ์ยุโรป Red-breasted Flycatcher นกใหม่รายงานที่สองของประเทศ ต่อมาถูกคณะกรรมการตัดสินระบุว่าคุณสมบัติยังคลุมเครือ ถูกถอดมงฯ น้ำตาตกให้เหลือเพียงนกจับแมลงคอแดง Taiga Flycatcher นกสามัญที่พบได้เกลื่อนกลาดในฤดูอพยพ


นกจับแมลงที่คิดว่าเป็นนกจับแมลงพันธุ์ยุโรป  ถ่ายที่สวนสิริกิตติ์ กรุงเทพมหานคร ฯ วันที่ 7 เมษายน พ.ศ.2565

การจำแนกชนิดนกที่มีคลายคล้านคลึงกันอาจมีการผิดพลาดหากดูจากลักษณะภายนอกเพียงอย่างเดียว ยิ่งถ้าเป็นนกอพยพที่ยังไม่มีลวดลายและสีสันชัดเจนยิ่งจะสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้กีบนักดูนก การจำแนกชนิดที่ถูกต้องมีความสำคัญต่อการเก็บข้อมูลเพื่อศึกษาความหลายทางชีวภาพของพื้นที่ ซึ่งเป็นเครื่องบ่งชี้คุณภาพสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำรงอยู่ของสรรพชีวิต 



นกจับแมลงพันธุ์ยุโรป ถ่ายที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 

โดยทันตแพทย์หญิงสุวรรณา หมู่ขจรพันธ์ วันที่ 10 มกราคม พ.ศ.2566

กล่าวกันว่ามีนกประมาณ 10,000 ชนิดที่รู้จัก กระจายอยู่ทั่วระบบนิเวศบนพื้นผิวโลก ตั้งแต่ป่าฝนร้อนชื้นจนเหงื่อไหลไคลย้อยของบราซิลไปจนถึงชายฝั่งเย็นยะเยือกของแอนตาร์กติกา  นกเหล่านี้แสดงความหลากหลายที่น่าทึ่งด้วยพฤติกรรมและสัณฐานวิทยาที่เป็นกลไกขับเคลื่อนของระบบนิเวศ อย่างไรก็ตามความหลากหลายทางชีวภาพอันงดงามนี้กำลังถูกคุกคามโดยกิจกรรมของมนุษย์อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การบุกรุกที่อยู่อาศัยไปจนถึงการทำลายโดยสิ้นเชิงของแหล่งที่อยู่อาศัย ยิ่งไปกว่านั้นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เช่น ภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นผลจากกระทำของมนุษย์ยังเป็นตัวเร่งที่น่าหวาดกลัว ทำให้นกหลายชนิดถูกผลักดันให้สูญหายไปจากโลก ประมาณกันว่ามีนก 1,370 ชนิดหรือประมาณ 13% ของประชากรนกทั้งหมดกำลังจะสูญพันธุ์ (https://doi.org/10.22214/ijraset.2022.43309) การศึกษาเพื่อการอนุรักษ์จึงจำเป็นต้องมีการระบุชนิดอย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตามนกหลายชนิดจำแนกได้ยากจากลักษณะภายนอกที่เห็นด้วยตา



แผนที่แสดงเขตแพร่กระจายของนกนกจับแมลงพันธุ์ยุโรป

นกจับแมลงพันธุ์ยุโรป (Red-breasted Flycatcher: Ficedula parva) พบครั้งแรกในประเทศไทยที่จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2557โดยคุณ Suraphol Kruasuwan และครั้งที่ 2 ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2566              โดยคุณ Chatchawin Jampapha นกจับแมลงพันธุ์ยุโรปเป็นนกที่มีเขตพร่กระจายกว้างขวางเกือบทั่วโลกยกเว้นภูมิภาคในซีกโลกใต้ และจนถึงปี 2566 พบเพียง 2 ครั้งในเอเชียตะวันนออกเฉียงใต้และพบเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น



วันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2566

เตรียมตัวให้พร้อมกับนกใหม่ ๆ ที่มากับลมหนาว

 Aj.Tai piyapong 

(PIYAPONG CHOTIPUNTU: cpiyapon@gmail.com)


“เช้าวันที่ 24 ธันวาคม 65 ผมกับแฟนพาส้มตำไปเดินเล่นที่ประจำที่ไปบ่อย ๆ คือศูนย์วิจัยประมงทะเล จ.สตูลที่อ.ละงู เป็นที่ ๆ มีบึงน้ำธรรมชาติ ทุ่งหญ้าและพื้นที่ป่าหย่อมเล็ก ๆ ที่ต่อมาจากบริเวณชายหาดบางศิลา ใกล้ศูนย์ประมง ตรงนี้จะมีนกทุ่ง เหยี่ยวและนกชายเลนที่แวะเข้ามาพัก-หาอาหารในศูนย์ จะขับรถไปเรื่อย ๆ ดูนกไปด้วยเพลินทั้งคนทั้งแมว วันนั้นหลังจากพาส้มตำเดินจนพอใจแล้วก่อนกลับบ้าน ผมลองขับแวะเข้ามาที่จุดที่กำลังก่อสร้างหอปันน้ำ ตั้งใจจะมาดูว่าถนนตรงนั้นสร้างเสร็จแล้วหรือยังเพราะทำมาตั้งแต่ปีที่แล้ว พอขับเข้ามาถึงจุดหอปันน้ำ จอดรถ ยังไม่ทันลงจากรถ ก็หันไปดูพื้นที่รอบ ๆ ไปสะดุดตากับนกตัวหนึ่งที่เกาะเด่นอยู่บนตอไม้แห้งในลานดินข้างหอปันน้ำ ส่องดูด้วยไบนอคครั้งแรกก็แปลกใจเพราะลักษณะเหมือนกับนกเขนทะเลทรายมาก ๆ (ก่อนหน้านั้นมีคนพบนกเขนทะเลทรายที่ภาคเหนือ ผมเข้าไปติดตามข่าวในเพจบ่อย ๆ เลยจำลักษณะเด่นได้) แต่ที่ต่างไปคือ สีขน โดยเฉพาะบริเวณหน้ากับลำคอ ไม่เหมือนกับที่มีรายงานที่ภาคเหนือ จึงถ่ายภาพแล้วโหลดเข้าโทรศัพท์มือถือ จากนั้นจึงใช้ google photo เสิร์จหาข้อมูล ปรากฏว่าน่าจะเป็นนกเขนทะเลทรายคอดำ เลยส่งภาพเข้าไปให้สมาชิกกลุ่มฮาลาซะห์ กับดล (อิงคยุทธ สะอา) ช่วยดูให้ครับ” นี่เป็นคำให้การโดยละเอียดของตวง(นราธร พินิจสถิร) ผู้อยู่ในเหตุการณ์คนแรกกับแมวนำโชคของเขา

นกเขนทะเลทรายคอดำ ภาพแรก ๆ เมื่อพบนกของคุณนราธร พินิจสถิร



พื้นที่พบนกเขนทะเลทรายคอดำในจังหวัดสตูล

จากการพูดคุยในกลุ่มฮาลาซะห์ มีเพื่อนตามไปดูในวันนั้นเลยและเห็นว่านกยังอยู่ที่เดิม หลายคงยังติดธุระกันอยู่แต่ผมกับต้อบ(อนุรักษ์ ตันวีระ)นัดไปตามกันในวันถัดไป อาจารย์บอย (Tanakorn Chantasuban) ยังอยู่รอชี้เป้าว่าพรุ่งนี้ยังอยู่ไหม ส่วนผมเป็นคนขับรถระยะทางไกลไม่ทนจึงเอารถไปจอดไว้ครึ่งทางที่บ้านต้อบ เราออกจากบ้านแต่เช้าไปถึงหมายนกของตวงประมาณ 10 โมงเช้าแดดเริ่มแรงแล้วแต่ก็ยังได้รูปสวย ๆ พอดูได้เพราะบางทีนกก็เข้ามาใกล้มากล้นระยะเลนส์ 300 มม. ในวันแรกมีนักถ่ายภาพเอาหนอนนกไปลงไว้บ้างแล้ว และนกก็คงกินทันทีเพราะพื้นที่การหากินเขาอยู่ในวงแคบ ๆ และมักบินไปลงตำแหน่งเดิมซ้ำ ๆ จนอาจจะตั้งกล้องรอไว้ได้เลย อย่างไรก็ตามวันที่ผมไปไม่มีคนให้หนอนแต่นกหาอาหารเองได้เก่ง เดินหาตามซอกก้อนหิน พอแมลงบินออกมาก็บินขึ้นโฉบ ที่นกมาประจำอยู่บริเวณนั้นอาจจะเพราะมีอาหารธรรมชาติมาก จนวันที่ 28 ตอนเช้าตวงเข้าไปดูสถานที่พบว่านกไม่อยู่แล้ว เราไม่รู้ว่านกมาอยู่ตรงนั้นนานเท่าไหร่แล้ว และไม่รู้ว่าเขาเป็นอพยพหรือนกพลัดหลง (vagrant  หมายถึงนกที่พบในพื้นที่ไม่ใช่เส้นทางการอพยพตามฤดูกาลและอยู่เป็นเวลาสั้น ๆ



บรรยากาศการถ่ายภาพในวันที่ 25 ธันวาคม 2565 ซึ่งเป็นวันที่ 2 ของการพบนก 
(ภาพโดย Tanakorn Chantasuban)


นกเขนทะเลทรายคอดำ พบครั้งแรกในประเทศไทยที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยคุณ Yot Yingyot ในวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2557 สำหรับในประเทศไทยเรามักพบนกอพยพและนกพลัดถิ่นแปลก ๆ ในภาคเหนืออยู่เป็นประจำแต่หายากมากในพื้นที่ภาคใต้ นกเขนทะเลทรายคอดำแม้จะเป็นรายงานที่สองก็ยังสร้างความกระปรี้กระเปร่าและดึงดูดนักดูนกและนักถ่ายภาพจากภาคใต้เกือบทุกคนมารวมตัวกันที่จังหวัดสตูล


ภาพนกนกเขนทะเลทรายคอดำ รายงานแรกของประเทศโดยคุณ Yot Yingyot 

หากดูจากแผนที่การแพร่กระจายตามธรรมชาติของนกเขนทะเลทรายคอดำ (Desert Wheatear: Oenanthe deserti) จะเห็นว่าไม่มีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลย โดยจะพบตั้งแต่แอฟริกา ตะวันออกกลาง อินเดีย และจีนเท่านั้น โดยจะทำรังวางไข่ในพื้นที่ของประเทศจีนเป็นส่วนใหญ่



 



การจะพบนกใหม่สักตัว ไม่ว่าจะเป็นของตัวเอง (lifer) ของพื้นที่ หรือของประเทศ (new record) หรือแม้แต่ชนิดใหม่ (new species) สิ่งจำเป็นที่ต้องมีติดตัวอยู่เสมอคืออุปกรณ์ส่องนกและกล้องถ่ายภาพ การดูนกนกสมัยนี้หากท่านไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเป็นที่น่าเชื่อถือ ต้องมีภาพยืนยันและถ้าจะให้ดีต้องมีเครื่องมือสื่อสารที่สามารถส่งภาพแบบปัจุบันทันด่วนไปให้ผู้รู้ยืนยัน เขาจะได้แนะนำว่าต้องเก็บรายละเอียดของนกอย่างไรบ้าง เช่น ภาพในมุมต่าง ๆ หรือแม้แต่เสียงร้อง










วันอังคารที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2566

ความหวังที่ไม่ได้ตั้งใจ..เรื่องราวของแมลงปอตัวหนึ่งจาก สปป.ลาว


Aj.Tai piyapong 

(PIYAPONG CHOTIPUNTU: cpiyapon@gmail.com)



น้ำตกตาดเยือง สปป.ลาว ในวันที่เราไปเที่ยว 30 ธันวาคม 2565


ผมยืนมองสายน้ำตกเยืองที่เทลงไปในหุบลึก ละอองน้ำฟุ้งซ่านอยู่กลางแดดจ้า เห็นคนตัวเล็ก ๆ ยืนชมความงามอยู่ริมแอ่งน้ำนั้น พาลนึกไปถึงน้ำตกห้วยหลวงในอุทยานแห่งชาติภูจองนายอยใประเทศไทยที่เคยไปเที่ยวเมื่อหลายปีก่อน น้ำตกสูงทั้งสองแห่งนี้มีสภาพแวดล้อมคล้ายคลึงและตั้งอยู่ในภูมิภาคเดียวกัน ผมมั่นใจได้เลยว่าจะต้องมี “แมลงปอเข็มน้ำตกสีปีกคาดดำ”ที่ผมอยากเห็นเกาะอยู่บนหินสักก้อนในแอ่งน้ำนั้น มันเป็นแมลงปอที่ค่อนข้างหายากและสามารถพบในประเทศไทยได้ที่น้ำตกห้วยหลวง น้ำตกทั้งสองแห่งยังมีสิ่งที่เหมือนกันคือต้องไต่บันไดสูงชันลงไป แต่ด้วยคุณภาพของเข่าที่เป็นอุปสรรคต่อการปีนป่ายจึงได้แต่ยืนชื่นชมความงามของสายน้ำอยู่ห่าง ๆ


แมลงปอเข็มน้ำตกสีปีกคาดดำ Euphaea decorata จากต่างประเทศ



แมลงปอเข็มน้ำตกสีปีกคาดดำ Euphaea decorata ที่พบครั้งแรกในประเทศไทย
โดยคุณ November Rain Rain

แมลงปอเข็มน้ำตกสีปีกคาดดำ Euphaea decorata พบครั้งแรกในประเทศไทยที่น้ำตกธารสวรรค์ในจังหวัดอุบลราชธานี    คุณครูปอง  (November Rain Rain เพื่อนในกลุ่มแมลงปอของไทยเล่าให้ฟังถึงวันที่พบแมลงปอชนิดนี้ว่า ปองจำได้ว่าเดินผ่านป่าไผ่ไปเจอลำน้ำเล็ก ๆ ตอนนั้นพวกปองนั่งเล่นที่โขดหินกัน แล้วเจอตัวนี้ ตอนแรกนึกว่าเป็นน้ำตกสีดำแบบผันแปร เลยถ่ายกันมาเล่น ๆ แต่ก็เริ่มคิดว่าทำไมมันมีหลายตัว เลยคิดว่านิวประเทศแน่ ๆ” 


น้ำตกคอนพะเพ็งในวันที่เราไปเยือน 1 มกราคา 2566

ในช่วงปลายปี 2565 ต่อปีใหม่ 2566 ผมได้มีโอกาสเข้าไปเที่ยวลาวเป็นครั้งที่ 2 และเป็นลาวใต้ครั้งแรก เรานั่งรถทัวร์ค่าโดยสาร 800 บาทจากจังหวักอุบลราชธานีผ่านเข้า สปป.ลาวทางด่านช่องเม็ก ซึ่งเป็นด่านชายแดนที่เป็นเสมือนประตูสู่ประเทศเพื่อนบ้านที่มีความสำคัญจุดหนึ่ง เพราะเป็นเส้นทางสู่เมืองปากเซแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของแขวงจำปาศักดิ์ ปากเซในวันนั้นยังคงสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวลาวที่เรารู้สึกอบอุ่นเหมือนกับอยู่ในชนบทอีสานบ้านของตัวเอง จากเมืองปากเซเราเดินทางต่อไปยังน้ำตกคอนพะเพ็งและน้ำตกหลี่ผี น้ำตกที่แม่น้ำโขงทั้งสายไหลต่างระดับกันลงไปอย่างยิ่งใหญ่ตระการตา....และน้ำตกหลีผีนี่เองได้นำผมมาให้พบกับแมลงปอที่อยากเห็นมากที่สุดตัวหนึ่ง


ดอนคอนและสี่พันดอนในสาขาของแม่น้ำโขง

วันที่ 31 มกราคม 2565 วันสุดท้ายของปี เรานั่งเรือหางยาวข้ามลำน้ำโขงลัดเลาะสายน้ำสาขาไปยัง “บ้านดอนคอน” ที่ที่เราจะฉลองวันส่งท้ายปีเก่าในประเทศเพื่อนบ้านกันที่นี่ ดอนคอนเป็นดอนหนึ่งในกลุ่มสี่พันดอน  (สี่พันดอนคือ 4000 เกาะ) จากที่พักริมสายน้ำในบ้านดอนคอนเราเช่ารถตุ๊กๆ ตรงไปยังน้ำตกหลี่ผีที่เลื่องชื่อ 


น้าตกหลี่ผีที่ดอนคอน

จากสะพานไม้ข้ามลำธารเล็ก ๆ นำไปยังจุดชมน้ำตกหลี่ผี ผมได้เจอกับสิ่งหนึ่งที่หยุดผมไว้ทันทีโดยไม่สนใจกับเสียงน้ำตกที่ดังกระหึ่มอยู่เบื้องหน้า มันเป็นแมลงปอเข็มสีดำสองตัวเกาะอยู่ที่ปลายกิ่งไม้ริมธาร “แมลงปอนั้นเป็นแมลงปอเข็มลำตัวสีดำ มีปีกใสและมีแต้มดำขนาดใหญ่พาดอยู่กลางปีก” ผมขนลุกไปทั้งตัวแบบที่ฝรั่งชอบพูดว่า I got chills all over my bodyความคิดเรื่องแมลงปอเข็มน้ำตกสีปีกคาดดำได้หายไปจากสมองตั้งแต่ออกมาจากน้ำตกเยือง แต่ตรงนั้น...ผมรีบนอนราบไปบนสะพานไม้แคบ ๆ ประทับกล้องบรรจงถ่ายรูปแมลงปอด้วยมือสั่นเทา นักท่องเที่ยวเดินผ่านไปผ่านมาแทบจะเหยียบไปบนหลัง ได้ยินหญิงสาวชาวลาวผู้หนึ่งพูดขึ้นว่า “แม้แต่แมลงปอตัวเล็ก ๆ ก็ยังมีความสำคัญ” ผมรู้สึกประทับใจต่อทัศนคติที่ดีต่อความเป็นปัจเจกของผู้อื่น ที่หาได้ยากจากคนในเมืองใหญ่



ลำธารเล็ก ๆ ที่พบแมลงปอ Euphaea sp. “แมลงปอเข็มน้ำตกสีปีกคาดดำกำมะลอ”


อย่างไรก็ตามเมื่อส่งรูปให้คุณดิว (นพปฎล มากบุญ ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มแมลงปอของไทย) ดูถึงทราบว่ามันไม่ใช่แมลงปอเข็มน้ำตกสีปีกคาดดำ Euphaea ​ decorata            หากแต่เป็นแมลงปอที่ยังไม่สามารถระบุชนิดได้ เช่นเดียวกับแมลงปอตัวที่คุณนก (นพวรรณ บุปผชาติ เพื่อนในกลุ่มแมลงปอสตอรี่) พบที่น้ำตกห้วยหลวง คุณนกเล่าให้ฟังว่า “ ว่าด้วยแมลงปอเข็มน้ำตกสี..ดำๆ เมื่อ2-3 ปีที่แล้วไปตามแมลงปอตัวนี้ที่น้ำตกห้วยหลวง 3 ครั้งจนได้เจอ.. ครั้งนี้มาเที่ยวน้ำตกหลี่ผี เมื่อมีร่องน้ำเล็ก ๆ ด้วยความเคยชินก็อดมองหาแมลงปอไม่ได้ ก็ได้เจอกันอีกครั้งบนผืนแผ่นดินของลาว ครั้งแรกผู้เชี่ยวชาญID.ว่าเป็น Eupaea Decorata  แมลงปอเข็มน้ำตกสีปีกคาดดำ แต่ภายหลังให้เป็น Euphaea sp.ไว้ก่อน”  

ถึงกระนั้นก็ตามผมยังประทับใจกับ “แมลงปอเข็มน้ำตกสีปีกคาดดำกำมะลอ” ของผมตัวนั้นอยู่ดี ในบางเวลากับบางสิ่ง ของปลอมอาจจะน่าจดจำมากกว่าของจริงเป็นไหน ๆ


แมลงปอ Euphaea sp. “แมลงปอเข็มน้ำตกสีปีกคาดดำกำมะลอ”


แมลงปอ Euphaea sp. “แมลงปอเข็มน้ำตกสีปีกคาดดำกำมะลอ”




ไม้ป่าแห่งดอยหัวหมด

  ไม้ป่าแห่งดอยหัวหมด "ดอยหัวหมด" หลังจากที่เคยไปมาแล้ว 3 ครั้ง เคยพูดกับตัวเองไว้ว่า ทางโค้งแบบนี้ "อุ้มผาง" คงไม่มาอีก...