วันศุกร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2568

ไม้ป่าแห่งดอยหัวหมด

 

ไม้ป่าแห่งดอยหัวหมด


"ดอยหัวหมด"



หลังจากที่เคยไปมาแล้ว 3 ครั้ง เคยพูดกับตัวเองไว้ว่า ทางโค้งแบบนี้ "อุ้มผาง" คงไม่มาอีกแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะ พญาชาฤาษี (Paraboea sp.) กับ พิศวงไทยทอง (Thismia thaithongiana) ทริปดอกไม้ป่าเที่ยวนี้คงไม่เกิด  เส้นทางจากกรุงเทพสู่อุ้มผางก็ยังมีอะไรให้ดูอีกเยอะโดยเฉพาะชาฤาษี รูทนี้เราได้ 15-16 แต่ยังต้องมีซ้ำแน่นอน ..



เทพอัปสร

 Delphinium siamense (Craib) Munz 

(Ranunculaceae) พืชหายากที่พบเฉพาะดอยเชียงดาว ดอยอินทนนท์ และดอยหัวหมด อุ้มผาง ดอกบานช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน




ฮ่อมดอยหัวหมด

Clematis burmanica  (Ranunculaceae)  





#ดอกไม้ป่า ดอยหัวหมด อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก  09/09/2568

บัวลา

Justicia adhatoda L. (Acanthaceae) ชื่ออื่น กระเหนียด (ภาคใต้), กุลาขาว, บัวลาขาว, บัวฮาขาว (ภาคเหนือ) พืชชนิดนี้มีลักษณะเป็นไม้ล้มลุกขนาดเล็ก ดอกสีขาว พบขึ้นตามที่โล่งบนเขาหินปูน 



ช่อศิลา 

Phtheirospermum parishii Hook. f. (Orobanchaceae) มักพบบนเขาสูงระดับ 1000 ม.ขึ้นไป



กะเพราตะนาวศรี 

Teucrium scabrum Suddee & A.J. Paton พืชในวงศ์กะเพรา (Lamiaceae) เป็นพืชเฉพาะถิ่นพบได้เฉพาะที่ บนดอยหัวหมด อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก และบางพื้นที่ในจังหวัดกาญจนบุรี. 



ในทุ่งหญ้าดอยหัวหมดมีวัชพืชออกดอกสีเหลืองเป็นช่ออยู่ต้นนึง เอารูปไปเทียนในกูเกิลคิดว่าเป็นหญ้าน้ำดับไฟ Lindenbergia phillippensis (Cham.) Benth วงศ์: Scrophulariaceae



ฝอยหิน

 Cyanotis arachnoidea (Commelinaceae) 



มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น เอื้องหิน ผักไผ่ม่วง หญ้าปลาบดอย พบตามพื้นที่โล่ง ทุ่งหญ้า และลานหินในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย มีลักษณะเด่นคือดอกสีชมพู สีม่วงอมขาว หรือสีม่วงอมน้ำเงิน ซึ่งมีขนคล้ายใยแมงมุมตามก้านเกสร เป็นสมุนไพรที่ใช้รากเป็นส่วนประกอบในยาจีนเพื่อช่วยบำรุงเลือดและบรรเทาอาการปวดเมื่อย 


หยาดนภา

Onosma burmanicum, also known as หยาดนภา, is an endemic plant specifically found in the Umphang district of Tak Province, Thailand, as stated by the National Forest Herbarium (BKF).



 นางตายหนวดมังกร Peristylus tentaculatus อุ้มผาง จ.ตาก



ขอบคุณ Petch Tripetch ผู้ id.


นางอั้วน้อย 

Habenaria dentata (Sw.) Schltr. 

เป็นกล้วยไม้ดิน ชนิดหนึ่ง พืชชนิดนี้มีหัวสะสมอาหารอยู่ใต้ดิน และมักขึ้นในป่าโปร่ง ป่าโคก ป่าเต็งรัง และป่าเบญจพรรณ ลักษณะเด่นคือมีดอกสีขาวนวล ออกเป็นช่อตั้งที่ปลายยอด และมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ในตอนเย็น. 



ขอบคุณ Petch Tripetch ผู้ระบุชนิด


หญ้าดีควาย หรือ หญ้าดอกลาย 

Swertia angustifolia Buch.-Ham. ex D. Don

 เป็นพืชล้มลุกที่มีดอกสีขาวมีขีดและจุดสีน้ำเงินที่โคนกลีบดอก พบมากในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย เป็นสมุนไพรที่ใช้ทั้งต้นทำยาดอง บำรุงกำลัง และใช้ภายนอกเพื่อรักษาโรคผิวหนังและผม เช่นชันตุ รังแค และเชื้อรา 



เอนอ้าขนแข็ง 

Osbeckia setoso-annulata E. T. Geddes (Melastomataceae) 

กลีบดอก 4 กลีบ ฐานรองดอกรูปถ้วยมีขนแข็งเป็นวงโดยรอบ ไม้ล้มลุกถึงไม้พุ่มเล็กจากเขาหินปูนดอยหัวหมด อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก  มีเขตการกระจายพันธุ์แถบชายแดนไทย-เมียนมา 



รูปดอกไม้ป่าดอยหัวหมดชุดนี้ส่วนใหญ่จะเห็นหยดน้ำเกาะที่ดอกและใบเพราะถ่ายรูปหลังฝนตกหรือไม่ก็ถ่ายกลางฝน

ต้องขอขอบคุณทุกภาคส่วน 

๐ พาหนะเดินทาง อาจาร์ Valla Tantayotai Amdang Chotipun 

๐ ที่พักสะดวกสวยงาม ตูกะสู สุชาติ จันทร์หอมหวล สุมาลี จันทร์หอมหวล 


๐ ผู้สนับสนุนข้อมูลพันธุ์ไม้ สุชาติ จันทร์หอมหวล Electron Betta-cute Withit Phumsaringkharn ก็แค่คน ชอบถ่ายรูป 


#ดอกไม้ป่า  5-10 กย.2568

วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

แมลงปอเข็มน้ำตกสีอกฟ้า..รางวัลของความบังเอิ้น บังเอิญ

 Aj.Tai piyapong 

(PIYAPONG CHOTIPUNTU: cpiyapon@gmail.com)



บางคนเล่าว่าการได้มาทำงานที่นั่นมันเกิดขึ้นจากความบังเอิญที่มีเพื่อนชวนมา ซึ่งเขาไม่เคยแม้แต่รู้จักชื่อที่ทำงานนั้น และเพื่อนคนที่ชวนก็ไม่เคยเจอกันมาเป็นยี่สิบปี บางคนพูดว่าถ้าไม่บังเอิญลืมมือถือต้องกลับรถไปเอาที่บ้านก็จะไม่เกิดอุบัติเหตุกับรถของเขา บางคนบอกว่าถึงแม้ว่าคุณคลาดแคล้วจากเหตุการณ์นั้นก็ตาม อุบัตินั้นก็ต้องเกิดเพราะชะตาชีวิตของคนเราได้ถูกกำหนดไว้แล้ว โดยส่วนตัวคิดว่าความบังเอิญไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่มันมีปัจจัยหรือเหตุการณ์ที่ผลักดันให้เกิดสิ่งนั้น ซึ่งคล้ายกับทฤษฎีหลักการเชื่อมโยงเชิงสาเหตุ ของคาร์ล จุง จิตแพทย์ชาวสวิส

 



วันนั้นหลังจากกินข้าวเที่ยงเสร็จ ผมกับเพื่อนอีกคนนัดกันว่าจะเข้าไปดูนกกะเต็นสร้อยคอสีน้ำในเทรลหลังลานจอดรถของที่ทำการ ฯ น้ำตกกรุงชิง แต่หลังจากกินข้าว ตอนบ่ายอากาศกำลังสบายมีลมพัดโชยเบา ๆ น่านอนสักงีบ เพื่อนก็แอบไปนอนเล่นใต้ร่มไม้ ผมจึงของตัวไปเดินหาดูแมลงปอตามลำธารเพื่อฆ่าเวลา แต่วันนี้เป็นช่วงต้นปีที่แมลงปอส่วนใหญ่ยังไม่ลอกคราบขึ้นจากน้ำ กำลังจะเดินกลับก็นึกขึ้นได้ว่ายังมีลำธารเล็ก ๆ อีกแห่งหนึ่งที่เคยพบแมลงปอตัวเด่น ๆ พอเดินเข้าไปแค่ต้นลำธารสายตาก็พบกับวัตถุสีฟ้าเล็ก ๆ เท่าพลอยหัวแหวน ฉายแสง ลอย วิบ ๆ วับ ๆ อยู่เหนือลำธาร... ผมรู้ได้ในทันทีว่ามันคืออะไร ใจผมเต้นแรง หยุดการเคลื่อนไหว ภาวนาขออย่าให้เจ้าตัวนั้นบินหนีไปไหนไกล แล้วเขาก็ลงเกาะที่ขอบใบของต้นเต่าร้างห่างออกไปพอจะเห็นตัวได้ชัด ผมรีบยกกล้องกดชัตเตอร์ รัว ๆ รูปจะชัดหรือไม่ชัดค่อยว่ากันอีกที ขอเป็นเรคคอร์ดช็อตเอาไว้ก่อน ...มันคือแมลงปอเข็มน้ำตกสีอกฟ้า ที่เคยใช้ความพยายามถึงสามครั้งไปตามหาที่น้ำตกบริพัตร ในจังหวัดสงขลา เมื่อไม่พบก็ล้มเลิกล้มความคิดที่จะตามอีกต่อไป แต่ใครจะเชื่อว่าจะมาพบได้ที่หลังบ้านของผมเองในจังหวัดนครศรีธรรมราชและถือเป็นรายงานใหม่ของจังหวัดอีกด้วย

 


ความบังเอิญที่นำไปสู่การพบแมลงปอตัวที่อยากเห็นมากที่สุดตัวนี้ เมื่อมานั่งทบทวนดูก็ว่ามันมีความเชื่อมโยงเชิงสาเหตุจริง ๆ ไม่เฉพาะกับเหตุการณ์วันนั้น แต่เริ่มจากที่เพื่อนผมเดินทางมาจากเชียงใหม่เพื่อมาดูนกที่กรุงชิงในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ไม่มีใครเขาไปดูนกกัน และถ้าเพื่อนไม่มาผมก็ไม่เข้าไปกรุงชิงจนกว่านกจะเริ่มคึกคักตอนปลายเดือนมีนาคม และเมื่อถึงวันวันไม่รู้ว่าแมลงปอหนึ่งเดียวตัวนั้นจะยังอยู่หรือถูกแมลงปอเสือที่จะออกหากินในเดือนมีนาคมจับกินไปเสียก่อน

 


ความบังเอิญ (coincidence) ตามคำนิยามคือเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกันอย่างน่าทึ่งซึ่งไม่มีความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่ชัดเจนต่อกัน ฟาน เอลค์ และคณะ (2016) ได้กล่าวไว้ในงานวิจัยเรื่อง "The Experience of Coincidence: An Integrated Psychological and Neurocognitive Perspective"ว่า การรับรู้เรื่องบังเอิญอาจนำไปสู่การกล่าวอ้างที่เหนือธรรมชาติ ลึกลับ หรืออาถรรพณ์ หรืออาจนำไปสู่ความเชื่อเรื่องพรหมลิขิต ซึ่งเป็นหลักคำสอนที่ว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ จะเกิดขึ้นตามแผนที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยทั่วไปแล้วการรับรู้เรื่องบังเอิญที่ขาดคำอธิบายที่ซับซ้อนมักจะสัมพันธ์กับหลักจิตวิทยาและปรัชญาพื้นบ้าน ความบังเอิญเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน้อยกว่าความน่าจะเป็นทางสถิติ เป็นเหตุการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และมักจะเกิดน้อยกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยสัญชาตญาณ




คาร์ล จุง จิตแพทย์ชาวสวิสได้พัฒนาทฤษฎีความบังเอิญขึ้นจากสิ่งที่เขาเรียกว่า synchronicity หรือ หลักการเชื่อมโยงเชิงสาเหตุ  อย่างไรก็ตามนักจิตวิทยาบางท่านยังให้ความเห็นว่าความบังเอิญยังขาดการเชื่อมโยงเชิงสาเหตุที่ชัดเจน ในขณะที่บางคนกลับอ้างอิงเรื่องโชคชะตาเช่น  เดนนิส ลินลี่ย์ ได้กล่าวไว้ในงานเขียนเรื่อง "The Philosophy of Statistics"ว่า ไม่น่าแปลกใจเลยว่าในช่วงเวลาที่ยาวนาน ในขณะที่โชคชะตานำพาเราไปโน่นไปนี่ ความบังเอิญมากมายก็ควรจะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 


ในช่วงชีวิตของเราที่ยังต้องดำเนินไป เรายังต้องพบกับความบังบังเอิญที่จะเกิดขึ้นไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบมันก็ตาม ความบังเอิญที่ให้คุณเราจะเรียกมันว่า..โชคดี

วันศุกร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2566

Blakiston's Fish Owl นกแห่งรัตติกาลที่สวมกำไลสีทองของเขา

 Aj.Tai piyapong 

(PIYAPONG CHOTIPUNTU: cpiyapon@gmail.com)


เมือง Rausu ตั้งอยู่ริมฝั่งตะวันออกของเกาะฮอกไกโด


สมาชิกทริปมี 7 คน น้องทิพย์ Tipwan Wongpanเป็นตากล้องถ่ายภาพนี้


นกน้ำในทะเลสาบที่เป็นน้ำแข็ง


Red-crowned Crane ที่ Tsurui


Steller's sea eagle ในทะเลน้ำแข็งที่  Nemuro Straits


White-tailed Eagleในทะเลน้ำแข็งที่  Nemuro Straits

แม้จะเคยอาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่นมาก่อนแต่นี่เป็นการเที่ยวเกาะฮอกไกโดครั้งแรกของผม ทริปนี้เรามีด้วยกัน 7 คน หญิงสี่ ชายสาม เช่ารถคันเดียวขับตระเวนกินเที่ยวไปทั่วเกาะ ไปตามหมายของกินอร่อย ๆ และหมายนกสำคัญ ๆ ไม่ว่าจะเป็นนกกระเรียน Red-crowed Crane ที่ Tsurui หงส์ whooper swan ที่ทะเลสาบKussharo อินทรีหางขาวและ Steller's sea eagles ในทะเลน้ำแข็งที่  Nemuro Straits และเป้าหมายหลักอีกอันหนึ่งคือนกทึดทือ Blakiston's Fish Owl ที่ต้องไปนั่งเฝ้ารอในความมืดท่ามกลางอากาศหนาวเย็นซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ไม่มีวันลืม



ภาพเขียนขนาดใหญ่ของ Blakiston's Fish Owl บนผนังห้องลอบบี้ของโรงแรมแห่งหนึ่งในเมือง Rausu

Blakiston's fish owl (Bubo blakistoni) เป็นนกล่าเหยื่อที่เชี่ยวชาญการล่าตามป่าชายฝั่งของทะเลเขตหนาวในประเทศจีน ญี่ปุ่น และรัสเซียตะวันออกไกล นกตัวนี้ได้ชื่อตาม Thomas Blakiston นักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษ ผู้เก็บตัวอย่างครั้งแรกจากเกาะ Hokkaidō ประเทศญี่ปุ่น ในปี 1883 เป็นในกลุ่มนกเค้าแมวสายพันธุ์ที่ยังมีชีวิตอยู่ที่ใหญ่ที่สุดในแง่ของน้ำหนักตัว คือ ตัวผู้มีน้ำหนักระหว่าง 2.95 ถึง 3.6 กก. ในขณะที่ตัวเมียซึ่งมีน้ำหนักมากถึง 4.6 กก. แต่น่าเสียดายที่ปัจจุบันมีจำนวนลดลง ประมาณกันว่าเหลืออยู่ในญี่ปุ่นไม่เกิน 150 ตัว เป็นนกที่มีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เนื่องจากป่าริมน้ำที่เป็นที่อยู่อาศัยถูกบุกรุกทำลาย  นกชนิดนี้เป็นที่เคารพของไอนุชนพื้นเมืองญี่ปุ่นที่เชื่อว่าเป็นเทพที่คอยปกปักรักษาหมู่บ้าน


ที่พักในเมือง Rausu ใกล้จุดดูนก  Blakiston's Fish Owl

 
รอเวลาออกไปดูนก

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 หลังจากตระเวนเที่ยวดูนกไปตามที่ต่าง ๆ มาหลายที่ในที่สุดก็ถึงวันนัดหมาย เราเข้าพักที่บ้านเช่าหลังหนึ่งห่างจากจุดดูนกไม่มากนัก ใปกติการมาดูนก Blakiston's Fish Owl ในเมือง Rausu สามารถเช่าที่พักของ Washi no Yado โฮมสเตย์และนั่งดูนกจากในห้องพักได้เลย แต่วันที่เราไปที่พักเขาเต็มจึงต้องไปพักข้างนอกซึ่งเป็นเจ้าของเดียวกัน ได้เวลาบ่ายแก่เราเดินทางไป Washi no Yado โฮมสเตย์ เพื่อกินอาหารเย็นและชมนกในตอนกลางคืน ที่นี่เขาทำอาหารอร่อยถูกปากมาก เป็นอาหารชุดปลาย่าง และนัตโตะ (Natto) ถั่วเน่าญี่ปุ่นที่ผมไม่ได้กินมานาน

อาหารเย็นมื้ออร่อยของ Washi no Yado โฮมสเตย์


รถตู้เก่าที่ใช้ทำเป็นบังไพรดูนก


ลำธารที่หากินของ Blakiston's Fish Owl




สถาพภายในรถตู้ พื้นปูพรหม มีเก้าอี้ตัวเล็ก ๆ มีเครื่องทำความร้อน
 

 ช่องดูนก มองลงไปในลำธารข้างหน้า

หลังกินข้าวเสร็จพวกเราก็กุลีกุจอเข้าไปนั่งจองที่นั่งกันในรถตู้เก่า ๆ ที่เขาจอดทิ้งไว้ริมลำธารเล็ก ๆ ใช้เป็นบังไพรสำหรับดูนกได้เป็นอย่างดี ภายในสะอาด พื้นปูพรมแดง มีช่องมองเป็นบานกระจกที่ติดมากับรถยังเลื่อนไปมาได้ดี เรานั่งหันหน้าลงลำธาร มีแอ่งน้ำเล็ก ๆ ห่างออกไปราว 20 เมตร มีคันเป็นก้อนหินที่ปกคลุมด้วยหิมะ เป็นทำเลเหมาะสำหรับถ่ายภาพนกตอนลงมาจับเหยื่อในน้ำ ตรงแอ่งน้ำนั้นเขาเอาแผ่นไม้ไปปิดพรางแสงไว้ตอนกลางวันเพื่อให้ปลาตัวเล็ก ๆ เข้าไปหลบอาศัย เมื่อเริ่มมืดจึงไปเอาออก ปลาที่อยู่ในแอ่งนั้นก็ไม่ว่ายออกไปไหน


Blakiston's Fish Owl นกแห่งรัตติกาลกับกำลังสีทองของเขา
 

เราไม่รู้ว่าอุณหภูมิข้างนอกเป็นเท่าไหร่แต่มีหิมะจับหนาไปทั่วพื้นที่ ในรถมีเครื่องทำความร้อน 2 ตัวที่ร้อนมาก ถ้าเปิดไปนาน ๆ อากาศจะแห้งและขาดอากาศหายใจ ต้องคอยเปิดกระจกรับออกซิเจนจากข้างนอกบ้าง และยังต้องคอยเปิด ๆ ปิด ๆ ทำให้อากาศภายในรถเหมือนกับมีหน้าร้อนกับหน้าหนาวในเวลาเดียวกัน เราเข้าไปนั่งคอยตั้งเลิกอาหารเย็นประมาณ 7 โมงเย็น เขาบอกว่าบางครั้งนกจะลงตั้งแต่หัวค่ำ เรามั่งมองลำธารข้างหน้าด้วยความตื่นเต้น เวลาผ่านค่อย ๆ ผ่านไป นานเข้าเวลาแห่งความตื่นเต้นกลายเป็นนาทีแห่งความอึดอัด ความหนาวเย็นทำให้เราอยากลุกออกไปเข้าห้อง แต่ไม่กล้าออกไปเพราะไม่รู้ว่านกจะลงมาในวินาทีไหน สุดท้ายก็ต้องทยอยกันเดินเข้า ๆ ออก ๆ ตกดึกมีหมาจิ้งจอกมาวนเวียนอยู่รอบรถ นักดูนกกลุ่มอื่นที่ไม่ได้พักที่โฮมสเตย์ค่อย ๆ ทยอยกลับ แต่เรายังใจแข็งอยู่ทนเพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะมีโอกาสได้มาอีก กะกันว่าสักตี 2 ถ้านกไม่มาก็จะกลับ แต่พอเอาเข้าจริงกลับเสียดายเวลาที่นั่งนอนรอกันมาถึง 8 ชม. เมื่อทุกคนเห็นฟ้องกันว่าจะอยู่ต่อ เราก็นั่ง ๆ นอน ๆ อยู่ในรถตู้คันนั้นต่อไป บางทีก็ผลัดเวรกันเฝ้า ผมนั่งมองริ้วน้ำในลำธารที่ผ่านหินแต่ละก้อนจนจำหน้ามันได้แทบทุกก้อน  ประมาณตี 4 หมอวัฒน์ (ทวีวัฒน์ สุพินธรรม) ผู้ซึ่งมีหูดี ได้ยินเสียงนกร้องแว่ว ๆ อยู่ข้างหลังเสียงกระซิบ..มาแล้ว มาแล้ว...แต่นั่งรออยู่พักใหญ่นกก็ยังไม่มา...พอตี 5 นกตัวหนึ่งบินโฉบลงมาจากหุบเขาด้านหลัง ลงเกาะกิ่งไม้ทางขวามือ ต่างคนต่างกุลีกุจอมองหานกในที่มืด สุดท้ายนกบินลงเกาะก้อนหินขอบแอ่งน้ำแล้วกระโดดลงโฉบปลาที่ดูเหมือนจะเป็นลูกปลาเทราต์ "นกใช้ขาที่สวมกำไลข้อเท้าสีทอง" ขยุ้มจับปลาขึ้นมากินตัวหนึ่ง กินแล้วจับขึ้นมาอีกตัวหนึ่งพาบินหายไปในความมืด


บรรยากาศตอนเช้าหน้าWashi no Yado โฮมสเตย์



Brown Dipper นกมุดน้ำในลำธารหน้าWashi no Yado โฮมสเตย์



วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2566

นกกระแตผีชายหาด: My frist Beach thick-knee

 Aj.Tai piyapong 

(PIYAPONG CHOTIPUNTU: cpiyapon@gmail.com)


From my binoculars, what I had witness caused the adrenaline flushing from my adrenal glands, the heart beating rapidly, and the blood pressure rising, my soul tingling “Beach thick-knee” I whispered to myself, slowly lowering my head. The bird kept coming closer and closer, standing huge right in front of me. The heart almost fell out of my chest. Elaborately stamping the camera on the rock, repeatedly pressed the shutter, then checked quality of the images from the camera screen. The bird ran back and stood with its feet behind the stone, flicking it feathers and ran away behind the rocks. I dropped on the sandy beach lying on my back and take a deep breath letting the adrenaline slowly fading away.


ปี 2556 เป็นอีกปีของความทรงจำในการดูนกของผมเนื่องจากเป็นปีที่เรามีกิจกรรมแข่งขันดูนก Big Year ในปีนั้นผมเห็นนกกว่า 500 ชนิดซึ่งเท่ากับการดูนกตามปกติถึง 10 ปี การแข่งขันนี่เองที่ทำให้ผมขวนขวายดูนกชายเลนมากขึ้น และได้เลือกเอาแหลมปะการังที่จังหวัดพังงาเป็นจุดแรก ทำการบ้านเป็นอย่างดีโดยเข้าไปดูข้อมูลนกของแหลมปะการังและพบว่าคุณเต (สมิทธิ์ สุติบุตร์) ได้เคยถ่ายภาพนกกระแตผีชายหาดได้ที่นั่น  ที่นั่นแม้จะได้นกใหม่เพิ่มลิสต์อีกหลายชนิดแต่ไม่มีวี่แววของนกกระแตผีชายหาด แม้จะออกไปเดินตากแดดหัวแดงอยู่ถึงสองวัน อย่างไรก็ตามมีรายงานการพบนกกระแตผีชายหาดบ่อยครั้งกว่าที่เกาะสุรินทร์ จึงตัดสินใจลองไปเสี่ยงดวง 


เป็นการลงทุนตามหานกในประเทศที่ค่อนข้างแพง ข้ามน้ำข้ามทะเลไปนอนอยู่ในเต็นท์ชายหาดที่สวยงามโดยไม่ได้สัมผัสกับน้ำทะเลแม้แต่น้อย มีคนบอกว่าไปเกาะสุรินทร์ต้องได้เห็นนกชาปีไหนและอาจจะได้ของแถมเป็นนกกระแตผีชายหาด ผมเดิมท่อม ๆ ไปตาชายป่าใกล้หาดทรายเก็บนก big year ไปเรื่อย ๆ แต่ ไม่เห็น กระแตผี ไม่มีชาปีไหน


วันที่ 20 มค.2556 เป็นวันที่จะต้องเดินทางกลับขึ้นฝั่ง ผมรู้สึกผิดหวังกับการตัดสินใจเดินทางตามหานกในครั้งนี้เพราะเป็นคนไม่ชอบเกาะ ไม่ชอบน้ำเค็ม ไม่ชอบการนั่งเรือ ไม่ชอบเม็ดทรายที่เข้าไปในรองเท้า ผมถอดรองเท้าออกเพื่อเดินเท้าเปล่าไปตามชายหาดหาวิวสวย ๆ ถ่ายแก้เบื่อ กำลังหาที่เหมาะๆจะซ่อนรองเท้า หูแว่วได้ยินเสียงร้องแปลก ๆ จากหมู่หินก้อนใหญ่ๆ ริมหาด มันเป็นเสียงร้องของนกที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน จะอะไรก็ตามอย่างน้อยน่าจะได้นกใหม่เพิ่มลิสต์สักตัวก็ยังดี ผมทรุดลงนั่งบนหาดทรายทำตัวนิ่ง ๆ เสมือนหินก้อนหนึ่ง กวาดสายตาไปตามโขดหิน ก้อนนั้น ก้อนนี้ มองซ้าย มองขวา มองใกล้ มองไกล ตรงตำแหน่งที่มองไกลนี่เองตายตาไปปะกับนกสีน้ำตาลยืนยิงอยู่ตรงอยู่ชายป่า แล้วค่อย ๆ เดินเข้ามาตรงจุดที่ผมนั่ง...

 


ผมยกกล้องสองตาขึ้นส่อง ภาพที่เห็นทำให้อะดรีนาลีนพลุ่งพล่านออกทันทีจากต่อมหมวกไต หัวใจเต้นแรง ความดันสูงปรี๊ด เห็นเพียงแว๊บเดียวให้ซ่านเสียววิญญา..... “กระแตผีชายหาด” ผมกระซิบกับตัวเอง ค่อย ๆ ก้มหัวทำตัวต่ำ นกยังเดินใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามาอีก หยุดยืนจังก้าตัวใหญ่ยักษ์ล้นเฟรมอยู่ตรงหน้า หัวใจแทบหลุดออกมาออกมาข้างนอก บรรจงประทับกล้องลงบนก้อนหิน กลั้นหายใจกดชัตเตอร์รัว ๆ นกยืนนิ่ง ๆ อยู่นานพอที่ผมจะขยับตัวเช็คภาพหลังกล้อง ก่อนจะวิ่งจู๊ดไปยืนเอาตีนบังก้อนหิน สบัดขนทำตัวพอง แล้วออกวิ่งลับหายไปหลังโขดหิน ผมทิ้งตัวไปบนหาดทราย นอนหงายหายใจรวยริน ปล่อยให้อะดรีนาลีนในกายค่อย ๆ สลายไป


นกกระแตผีชายหาด (Beach thick-knee : Esacus magnirostris)   เป็นนกขนาดใหญ่ ขนาด 55 ซม.  และ 1 กก. เป็นหนึ่งในนกชายฝั่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก อาศัยอยู่หากินตามพื้นดิน  โดยธรรมชาติเป็นออกหากินเวลากลางคืนแต่สามารถพบเห็นได้ในเวลากลางวัน เป็นกที่เคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ วิ่งระยะสั้นๆ เป็นครั้งคราว  มักพบตามชายหาดทราบที่ไม่ถูกรบกวน ตามแนวปะการัง และป่าชายเลน พบแพร่กระจายเในทวีปออสเตรเลีย หมู่เกาะในเอเชีย นิวกินี นิวแคลิโดเนีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ในประเทศไทยค่อนข้างหายากเป็นนกที่จัดอยู่ในประเภทใกล้ถูกคุกคามในบัญชีแดงของชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคามของ IUCN (Near Threatened on the IUCN Red List of Threatened Species)






วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2566

ชาปีไหน: นกสวยแห่งเกาะสวรรค์ (the birds of the tropical paradise)

 Aj.Tai piyapong 

(PIYAPONG CHOTIPUNTU: cpiyapon@gmail.com)


Nicobar pigeon of Similan Islands, southern Thailand

Nicobar pigeon is a bird species with glittering plumage, with the unusual Thai name of “Cha Pe Nai” or translates to “tea of which year”.Nicobars are easy to find in zoos. They look beautiful, strange looking but lack charm when kept in captivity. Though, they look a bit exotic but commonly found on some islands of the Andaman sea. It is one of the birds that I have been longing to see. However, as a person who doesn't like the sea and doesn't like rolling on the boats. So it's still just a plan for long time. Finally that day has arrived when a friend from Switzerland came visiting and he asked for a trip Similan Islands, the tropical paradise homes to Nicobar pigeon.



เส้นทางผ่านป่ายาวไม่เกินร้อยเมตรไปสิ้นสุดตรงชายหาดอีกด้านหนึ่งของเกาะ สิมิลัน..เกาะสวรรค์งามราวกับเทพเนรมิตที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลก เม็ดทรายละเอียดเนียนดาดไปบนชายหาดรองรับการเหยียบย่ำมาแล้วไม่รู้ว่าจะสักกี่หมื่นกี่พันเท้าแต่สะอาดเอี่ยมราวกับเกิดใหม่ จิกทะเลดอกใหญ่เกสรสีขาวฟูร่วงประดับอยู่บนผืนทราย น้ำเป็นสีครามยิ่งกว่าน้ำครามแช่เสื้อขาวของชุดนักเรียนในวัยเด็ก กลิ่นหอมของความบริสุทธิ์โชยชวนอยู่รอบกาย มันทำให้ผมลืมสิ่งที่กำลังตามหาไปชั่วขณะ



เมื่อเรือแล่นเข้าเทียบชายหาดเกาะ 4 แสงแดดแผดจ้าสะท้อนเม็ดทรายที่ขาวโพลนจนตาพร่า เรือเอาผมไปปล่อยบนเกาะแล้วนำคนอื่น ๆ ออกไปดำน้ำตามจุดต่าง ๆ ที่จัดไว้ในโปรแกรม สำหรับคนที่รู้ว่าผมเรียนจบสาขาวิทยาศาสตร์ทางทะเลจะต้องเข้าใจว่าผมอยู่กับการดำน้ำมาหลายปีจนอิ่มตัว กว่าจะตกลงมาเที่ยวเกาะในครั้งนี้ได้ก็ด้วยสภาวะจำยอม และบนเกาะที่สวยงามแห่งนี้ผมไม่ได้แตะน้ำทำเลแม้แต่ปลายเล็บ ผมแค่มาตามหานกในใจของผมตัวหนึ่งเท่านั้น....



ชาปีไหน นกที่มีสีขนเลื่อมระยับจับตาแต่ชื่อแปลกประหลาดหาที่มาไม่ได้ นกชาปีไหนหาดูได้ง่ายตามสวนสัตว์ มันดูสวย หน้าตาประหลาดแต่ขาดสเน่ห์เมื่อถูกจับให้อยู่ในกรงขัง หลายคนคิดว่าเป็นนกที่มาจากต่างประเทศ แท้จริงแล้วมันพบได้ง่ายบนเกาะทางฝั่งอันดามัน เป็นนกที่ผมอยากเห็นมากที่สุดตัวหนึ่ง วางแผนมาเนิ่นนานว่าจะไป จะไป แต่ด้วยความที่เป็นคนไม่ค่อยชอบทะเลและไม่ชอบเดินทางด้วยเรือ จึงยังเป็นได้แค่แผนมาเนิ่นนาน แล้ววันหนึ่งเมื่อเพื่อนจากสวิสเซอร์แลนด์มาประเทศไทยและอยากจะไปเที่ยวเกาะสิมิลัน แผนการเดินทางตามหานกชาปีไหนจึงถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง...


นกชาปีไหนบนเกาะสิมิลัน

พอลงจากเรือผมเดินดุ่ย ๆ เข้าป่าไม่สนใจใคร เข้าไปตามทางเดินเล็ก ๆ ผ่านป่าชุ่มชื้นร่มรื่นด้วยไม้ใหญ่ดูสวยงาม เดินมาได้ครึ่งทางมองไปข้างหน้าเห็นนกตัวใหญ่เดินอยู่บนพื้นในระยะไกลตัวหนึ่ง ผมเดินตามไปห่างๆจนถึงกองใบไม้สีน้ำตาลและบนหินก้อนนั้น...นกที่สวยที่สุดตัวในพิภพตัวหนึ่ง “นกชาปีไหน” ผมอุทานชื่อนั้นอยู่ในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า สีเขียวเหลือบระยับบนแผ่นหลังสะท้อนขึ้นจับใบหน้า แววตาเป็นประกาย สร้อยคอยาวสยายคลุมไหล่ราวกับหญิงสาวชนเผ่า ผมกลั้นหายใจแล้วค่อยๆหย่อนกายอย่างเงียบกริบลงกับพื้นทราย... ณ ที่ตรงนั้น ที่ซึ่งขอบฟ้าเกาะสวรรค์ได้โอบครอบเข้ามาไว้เป็นของผมแต่เพียงผู้เดียว


แผนที่แสดงเขตกระจายพันธุ์ของนกชาปีไหน

นกชาปีไหน หรือ นกกะดง (Nicobar pigeon, Nicobar dove : Caloenas nicobarica) เป็นนกชนิดหนึ่ง จัดอยู่ในวงศ์นกพิราบและนกเขา (Columbidae) นับเป็นนกเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่ยังคงดำรงเผ่าพันธุ์อยู่ในสกุล Caloenas ในขณะที่ชนิดอื่น ๆ สูญพันธุ์ไปหมดแล้ว  โดยมีความใกล้ชิดกับนกโดโดที่สูญพันธุ์ไปแล้วด้วย นกชาปีไหน มีขนาดลำตัวเท่า ๆ กับไก่แจ้ มีขนาดเมื่อโตเต็มที่ประมาณ 40-41 เซนติเมตร มีลำตัวขนาดใหญ่ แต่มีหัวขนาดเล็กและมีเนื้อนูนเป็นตุ่มบริเวณจมูก ขนตามลำตัวเป็นสีเขียวเหลือบเทา ขนหางสีขาว แต่จะมีขนบริเวณคอห้อยยาวออกมาเหมือนสร้อยคอ ซึ่งขนนี้จะยาวขึ้นเมื่อนกมีอายุมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีขาขนาดใหญ่แข็งแรง เพราะเป็นนกที่ชอบเดินหากินตามพื้น สีของมันน่าจะมีไว้เพื่อดึงดูดตัวเมีย นกชาปีไหน แม้จะเป็นนกที่หากินบนพื้นดินเป็นหลัก แต่ก็เป็นนกที่สามารถบินได้ มีรายงานว่าสามารถบินข้ามไปมาระหว่างเกาะต่าง ๆ ได้ เป็นนกที่หากตกใจจะบินหรือกระโดดขึ้นบนต้นไม้ และไม่ค่อยส่งเสียงร้องนัก นานครั้งจึงจะได้ยินเสียงร้องทีหนึ่ง นกชาปีไหนมี 2 ชนิดย่อยกระจายพันธุ์เฉพาะหมู่เกาะต่าง ๆ บริเวณทะเลอันดามันและอินโด-แปซิฟิก เช่น หมู่เกาะนิโคบาร์ หมู่เกาะอันดามัน หมู่เกาะโซโลมอนและปาเลา ในประเทศไทยจัดเป็นนกที่หาได้ยากมากชนิดหนึ่ง โดยจะอาศัยอยู่ในป่าดิบหรือป่าชายหาดของหมู่เกาะสิมิลัน หมู่เกาะสุรินทร์ หรือหมู่เกาะอ่างทอง รวมถึงอุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี เท่านั้น เป็นนกที่ถูกจัดให้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักรราช 2535



นกชาปีไหน กินผลไม้ป่าที่สุกหล่นบนพื้น


ไม้ป่าแห่งดอยหัวหมด

  ไม้ป่าแห่งดอยหัวหมด "ดอยหัวหมด" หลังจากที่เคยไปมาแล้ว 3 ครั้ง เคยพูดกับตัวเองไว้ว่า ทางโค้งแบบนี้ "อุ้มผาง" คงไม่มาอีก...